หมัด...น่ารู้

posted on 21 May 2009 11:39 by why-not

หมัด

            หมัดระยะตัวเต็มวัยมักเป็น temporary parasite การดูดเลือดทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง คัน หรือ โลหิตจาง นอกจากนี้หมัดยังเป็น vector ของแบคทีเรีย สัตว์เซลล์เดียว ไวรัสและพยาธิตัวตืดบางชนิด ตัวอ่อนของหมัดไม่เป็นปรสิตแต่จะกิน organic debris ที่เป็นโปรตีนเช่น ผม ขน หรือเลือดแห้งๆในอุจจาระของหมัดตัวเต็มวัย ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-11 วัน ตัวกลางวัยรูปร่างคล้ายตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ภายใน silken cocoon ทนทานในสิ่งแวดล้อมใช้เวลาประมาณ 8-13 วันตัวเต็มวัยดูดเลือดทั้งเพศผู้และเพศเมีย สามารถดูดเลือดข้าม host ได้ อาจมีอายุได้นานกว่า 6 เดือน เมื่อหมัดดูดเลือดก็มักผสมพันธุ์และวางไข่ใน 24-48 ชั่วโมง อาจวางไข่ได้ถึง 40-50 ฟองต่อวัน วงจรชีวิตประมาณ 30-75 วัน 

อันตรายจากหมัด

·       การดูดเลือดทำให้เกิดโลหิตจาง ขาดธาตุเหล็กจนถึงตายได้โดยเฉพาะในสัตว์อายุน้อย

·       การดูดเลือดทำให้เกิดการอักเสบและคันทำให้ host กัดและเกาตัวเองจนเกิดแผลขึ้นเรียกว่า flea allergy dermatitis

·       น้ำลายหมัดมีสารกันเลือดแข็งตัว ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนตัว กระตุ้น type I,IV และ basophil hypersensitivity reactions

·       การดูดเลือดครั้งแรกของหมัดจะไม่เห็นอาการแพ้

 

 หมัดแมว (Ctenocephalides felis)

·       Host ได้แก่ แมว สุนัข หนู raccoon opossum

·       เพศเมียจะออกไข่บนตัว host หลังจากนั้นไข่จะตกลงสู่พื้นฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนประมาณ 8 วันมีการสร้าง cocoon ของ pupa โดยในระยะ pupa ใช้เวลา 5-8 วัน แล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัยอายุประมาณ 50 วัน

·       ทำให้เกิด dermatitis และโลหิตจาง

·       เป็นโฮสต์กึ่งกลางของ cysticercoid ของพยาธิตืด Dipylidium caninum ซึ่งพยาธิชนิดนี้พบได้ทั้งในแมว สุนัข และคน

 ·       นำเชื้อแบคทีเรีย Rickettsia felis ซึ่งหมัดตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ตัวอ่อนในไข่ (transovarial transmission)

·       นำเชื้อแบคทีเรีย Bartonella จากแมวสู่แมว 

หมัดหมา ( Ctenocephalides canis)

·       วงจรชีวิตคล้ายหมัดแมว

·       ทำให้เกิด hypersensitivity และ flea allergy dermatitis

·       เป็นโฮสต์กึ่งกลางของ cysticercoid ของพยาธิตืด Dipylidium caninum

 การควบคุมและกำจัดหมัด               

 Adulticide

·       Fipronil(Front line), imidacloprid, selamectin, permethrin ออกฤทธิ์ช้าแต่นาน·       Nitenpyram ออกฤทธิ์เร็วแต่สั้น

Insect growth regulator (IGR)

 ·       Methoprene,pyriproxyen  ฆ่าตัวอ่อนทำให้ตัวอ่อนไม่ลอกคราบ

Insect development inhibitor (IDI)

·       Lufenuron ฆ่าตัวอ่อนโดยยับยั้งการสร้าง chitin  

Faculty of Veterinary Science

Chulalongkorn University 

edit @ 21 May 2009 11:46:43 by lla'uXวาu

edit @ 21 May 2009 11:50:38 by lla'uXวาu

โรคผิวหนังสุนัข

การตรวจวินิจฉัยโรคผิวหนัง

เช่นเดียวกับหลักการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไป   กล่าวคือ   จะต้องจัดระดับประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญต่อไปนี้   คือ     การตรวจบันทึกประวัติ      การตรวจร่างกาย      Differential diagnosis      การตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อ Rule-in  Rule-out  ปัญหา      ได้ข้อวินิจฉัยอาจเพียงขั้นตอน  (Tentative diagnosis)  หรือโดยสรุปสุดท้าย (Definitive diagnosis)    แล้วจึงทำแผนการรักษาให้คำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์และพยากรณ์โรคต่อไป      ในแต่ละขั้นตอนดังกล่าว  สัตวแพทย์จะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติและพยายามให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ให้มากที่สุด

เพื่อมาประกอบการวินิจฉัยโรค 

  การตรวจร่างกาย          สัตวแพทย์จะต้องรู้จักสภาพปกติของผิวหนังทั้งการดูด้วยตาเปล่าและสภาพทางฮีลโต     เมื่อพิจารณาภาพของชั้นต่าง ๆ ที่ผิวหนังแล้ว จะเห็นได้ว่าส่วนของ Epidermis   จะค่อนข้างบางประกอบด้วยชั้นย่อยต่าง ๆ 5 ชั้น  โดยส่วนล่างสุดเรียกว่า  Stratum basale   ซึ่งจะมีการสร้างเซลใหม่เพิ่มจำนวนตลอดเวลา เคลื่อนตัวมาที่ผิวด้านนอกจนกลายเป็น  Stratum corneum  ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดและลอกหลุดออกไป โดยปกติอัตราการสร้างเซลใหม่และอัตราที่ลอกหลุดจะเป็นไปตามสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ถ้าเมื่อใดขาดความสมดุลย์ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ผิวหนังขึ้น  นอกจากนี้ตำแหน่งการเกิดโรคที่ชั้นลึกหรือตื้นของผิวหนังยังอาจช่วยบ่งชี้ความยากง่ายในการรักษาได้  วิการที่ผิวหนังของสุนัขที่เป็นโรคมีหลายแบบโดยมีชื่อเรียกเฉพาะเพื่อเข้าใจง่าย อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์จะต้องแยกให้ออกว่า     วิการที่ตรวจพบนั้นเป็น  Primary  หรือ  Secondary lesion     Primary lesion  เป็นวิการที่เป็นสาเหตุเดิมของโรค เช่น Macule หรือ Patch  คือการที่สีของผิวหนังเปลี่ยนไป มักเกี่ยวข้องกับโรคเกี่ยวกับฮอร์โมน หรือมีเม็ดสีมากหรือน้อย เกินไป   Papule   หรือ Plaque    คือการมี  inflammatory cell      เข้าไปแทรกมักเกิดจากโรคเกี่ยวกับปรสิต เช่น Demodicosis  หรือ Sarcoptic mange  Vesicle หรือ Bulla  คือวิการที่มีลักษณะผิวหนังพองมีของเหลวสีฟางข้าวภายใน มักเกี่ยวข้องกับโรคเกี่ยวกับไวรัส Autoimmune disease  หรือระคายเคืองเรื้อรัง   ส่วน Pustule จะคล้าย   Vesicle   แต่น้ำภายในมีลักษณะเป็นหนอง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อแบคทีเรีย     Secondary lesion  คือวิการที่มีการเปลี่ยนสภาพไปแล้ว เช่น Scale Crust    Ulcer  Excoriation  Lichenification  Hyperpigmentation  Hyperkeratosis  ฯลฯ

เวชภัณฑ์ที่มักใช้รักษาโรคผิวหนัง

  ไอเวอร์เมคติน    ให้ผลดีในการรักษาขี้เรื้อน  Sarcoptes  และไรในช่องหู  Otodectesส่วนการรักษาขี้เรื้อน    Demodex   โดยวิธีการฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้งนาน 6 สัปดาห์ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลเพียงพอ  แต่การให้กินขนาด 600 ไมโครกรัม/กก.   ทุกวันนาน 6 สัปดาห์สามารถรักษา

ขี้เรื้อน  Demodex  ได้  อย่างไรก็ตามยานี้ให้ผลในการขจัดพยาธิตัวกลมหลายชนิดและเห็บ  ซึ่งจะช่วยให้สภาพของสุนัขดีขึ้น แต่ให้ผลน้อยในการขจัดหมัด ห้ามใช้กับสุนัขพันธุ์คอลลี่รวมทั้ง Old English Sheepdog  สำหรับขนาด 6 ไมโครกรัม/กก. ใช้ป้องกันพยาธิหัวใจในสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป โดยให้กินทุก 1 เดือน แต่ถ้าให้กินในขนาด 50 ไมโครกรัม/กก.  ป้องกันได้ 2 เดือน ระวังการฉีดขนาด 200 ไมโครกรัม/กก.  ในสุนัขที่มี Microfilaria  จำนวนมากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และพึงระลึกเสมอว่าผู้ผลิตไม่ได้แนะนำให้ใช้ยานี้สำหรับฉีดกับสุนัข

            อะมิทราส  (Amitraz)   มีขายในท้องตลาดในชื่อการค้าต่าง ๆ ในความเข้มข้น  12.5% และ 19.9%  ได้ผลในการรักษาดีโมเดกซ์  โดยใช้ 250-1000  พีพีเอ็ม   เช็ดผิวหนังทุก 1-2 สัปดาห์ นาน 6-8 สัปดาห์  ขนาดเข้มข้น  12.5%   1 ส่วนผสมน้ำ 250 ส่วน จะให้ความเข้มข้น 500 พีพีเอ็ม

แต่ถ้าใช้ขนาด  19.9%   จะต้องละลาย 1: 400    ยานี้ให้ผลดีในการขจัดเห็บ แต่สำหรับหมัดได้ผลน้อย   หลังจากชะโลมตัวแล้วควรเช็ดยาที่เปียกโชกที่ขนให้แห้ง   ถ้าสัตว์แพ้ยาไม่มียาแก้ที่ให้ผลโดยตรง ยานี้ให้ผลดีในการรักษาขี้เรื้อนซาคอพติค

             ยาขจัดเชื้อรา        ยาขจัดเชื้อรามีหลายรูปแบบ อาจเป็นแบบครีมทาเฉพาะแห่ง เช่น

คีโตโคนาโซลครีม  ไมโคนาโซลครีม  คลอไตรมาโซลครีม  แบบชมพูสระอาจใช้คีโตโคนาโซลแชมพูหรือชนิดชะโลม เช่น Lime sulfur  หรืออาจในรูปกินนิยมคีโตโคนาโซล และกรีสโซฟุลวิน แต่กรีสโซฟุลวินไม่ค่อยให้ผลในการขจัด  Malassezia  หรือให้กิน  Lufenuron

            ยาขจัดแบคทีเรีย        ประมาณ 90%  ของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังสุนัขเกิดจาก

Staphylococcus intermedius  ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สร้างเอ็นไซม์เพนนิซิลินเนส  ดังนั้นการเลือกยาปฏิชีวนะมารักษาโรคผิวหนังที่ติดเชื้อแบคทีเรียจึงต้องเลือกที่ทนทานต่อเอนไซม์นี้       ซึ่งได้แก่

อ๊อกซาซิลลิน  อีริโธรมัยซิน  เซฟาเลกซิน  เซฟาดร๊อกซิน  ลินโคมัยซิน  ไตรเมทโธพริมซัลฟา

แอมม๊อกซีซิลลินคลาวูลาเนท  เอนโรฟลอกซาซิน  คลินดามัยซิน  ส่วนจะเลือกใช้ยาตัวใดขึ้นต่อความเหมาะสมและพิจารณญาณของสัตวแพทย์   ส่วนยาอื่น เช่น เพนนิซิลลิน  แอมม๊อกซีซิลลิน

แอมพิซิลลิน  ไม่ได้ผลในการรักษา

            ยาลดอาการคัน  หลักในการรักษาโรคผิวหนังส่วนหนึ่งคือการใช้ยาช่วยลดอาการคัน ซึ่งมี 3 กลุ่มที่ให้ผลในการลดอาการคัน ได้แก่ กลุ่มสเตียรอยด์ ที่นิยมได้แก่ เพรดนิโซโลน แต่ต้องระวังผลข้างเคียง เช่น กดภูมิหรือทำให้บวมน้ำ ซึ่งสุนัขแต่ละตัวจะตอบสนองแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์อาจหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้โดยให้   0.5 มก./กก.  ทุกวัน นาน 10 วัน แล้วเพิ่มยาเป็น 1 มก./กก.     วันเว้นวันนาน 10 วัน   แล้วลดยาลงเป็น 0.5 มก./กก.    วันเว้นวันนาน 10 วัน

แล้วให้ปรับขนาดยาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะควบคุมอาการคันได้       ยาในกลุ่มที่ 2 ได้แก่ยาในกลุ่ม

แอนติฮีสตามีน  ที่นิยมได้แก่ Hydroxyzine  Astemisole  Clemastine  Diphenhydramine  ซึ่งสุนัข

แต่ละตัวจะตอบสนองต่อยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ส่วนกลุ่มที่ 3 ได้แก่ กรดไขมันพวกโอเมก้า 3

และโอเมก้า 6            อย่างไรก็ตามสุนัขแต่ละตัวจะตอบสนองต่อยาในแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน ดังนี้สัตวแพทย์ต้องพิจารณาเลือกใช้ยาเป็นกรณี ๆ ไปหรืออาจต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด ในการควบคุมอาการคันก็ได้

            ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน   โรคผิวหนังบางชนิดรักษาหายขาดยาก ทั้งนี้เพราะภูมิต้านทานของร่างกายไม่ดีพอ    บางคนแนะนำให้ใช้แบคเทอริน เช่น  Staphoid-AB®     Staphage Lysate®

ช่วยในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมกับยาปฏิชีวนะ  รวมทั้งเลวาไมโซล  ไธอาเบนดาโซล  และไซเมทิดีน

            ยากดภูมิคุ้มกัน       โรคผิวหนังบางชนิด เช่น Autoimmune skin diseases  แบบต่าง ๆ เกิดจากร่างกายมีแอนติบอดีมากเกินไป ทำให้เกิดอาการแบบต่าง ๆ ที่ผิวหนัง  กรณีแบบนี้เราต้องใช้ยากดภูมิในการรักษา ที่นิยมได้แก่  สเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน  Azathioprine  Chlorambucil   Aurothioglucose  (Gold therapy)

            แชมพูสำหรับโรคผิวหนัง           แชมพูยานี้ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังสุนัข มักมีคุณสมบัติ 4-5 ประการสำคัญคือ   Keraoplastic    Keratolytic    Degreasing    Antimicrobial activity   Antipruritic  สำหรับตัวยาที่เป็นส่วนสำคัญในแชมพูสำหรับโรคผิวหนังมักเป็นตัวใดตัวหนึ่งหรือร่วมกันไปนี้   คือ   Ethyl lactate   Benzoyl peroxide    Tar    Sulfur    Salicylic acid   Selenium sulfide   หรือ Selenium disulfide  ซึ่งตัวยาแต่ละตัวที่กล่าวมานี้มักมีคุณสมบัติข้างต้นแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง เช่น บางตัวมีคุณสมบัติ  Degreasing  สูงก็ควรเลือกใช้กับสุนัขที่มีไขมันที่ผิวหนังมาก แต่ไม่ควรใช้กับสุนัขที่ผิวแห้งเป็นต้น ซึ่งสัตวแพทย์จะต้องใช้พิจารณญาณ

ให้เหมาะสมเป็นกรณีไป


จากหนังสือโรคผิวหนังสุนัขที่สำคัญและวิธีจัดการในคลินิก โดย ณรงค์  กิจพาณิชย์

โรคผิวหนังในสุนัข

posted on 10 May 2009 01:29 by why-not

เวลาสุนัขมีปัญหาโรคผิวหนัง หลายต่อหลายคนมักจะเข้าใจว่าสุนัขเราเป็น ขี้เรื้อน เพราะสุนัขจะแสดงอาการ เกา, คัน, ผิวหนังแดงอักเสบ และขนร่วงจนแทบ จะหมดตัว บางรายจะมีกลิ่นตัวที่เหม็น และมีสะเก็ดรังแคมาก บางรายอาจจะมี ลักษณะเป็นแผลเต็มตัว รักษาอย่างไรก็ไม่หายซะทีสร้างความยุ่งยากใจ และอาจ ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้เลี้ยงเป็นอย่างมาก

ในความเป็นจริงแล้วโรคผิวหนังของสุนัขมีอยูหลายชนิด แต่ละโรคมีสาเหตุที่แตกต่างกัน แม้ว่าอาการที่แสดงออก และลักษณะของผิวหนังจะ เหมือนกันก็ตาม ดังนั้นการที่เราจะรู้ว่าสุนัขของเราเป็นโรคผิวหนังอะไร จึงจําเป็น ที่จะต้องพาสุนัขไปพบกับสัตวแพทยเพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แทจริง แล้วทําการ รักษา, ดูแลสัตว์เลี้ยงตามคําแนะนําของสัตวแพทย

โรคผิวหนังที่พบบ่อย และก่อให้เกิดความรําคาญ คือ โรคผิวหนังที่เกิดจาก ปรสิต ทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

1. ปรสิตที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ที่พบบ่อย คือ เห็บ, หมัด และที่พบไดบ้าง คือ เหา สุนัขของเราจะมีอาการคัน และเกามากจนเกิดผิวหนังอักเสบติดเชื้อ เจ้าของ ที่สัมผัสหรือโดนปรสิตเหล่านี้กัดบางคนก็อาจจะเกิดอาการแพ เป็นผื่นคันตาม ผิวหนังด้วยเช่น กัน

2. ปรสิตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่พบบ่อยในบ้านเรา ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อของตัวไร แต่ไรที่มีปัญหาต่อผิวหนังมีอยูหลายชนิด การแยกชนิด ทําได โดยการขูดตรวจผิวหนัง หรือเอาขี้หูไปส่องตรวจทางกล้องจุลทรรศนโรคที่มีสาเหตุมาจากไรขี้เรื้อนที่พบบ่อย ได้แก

โรคขี้เรื้อนเปียก สาเหตุเกิดจากไรขี้เรื้อนที่มีชื่อว่า Demodex โรคผิวหนัง ชนิดนี้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่สุนัขที่เลี้ยงด้วยกัน และไม่ติดสู่คน สาเหตุของการเกิด โรคยังไม่แน่ชัดเนื่องจากเราสามารถพบไรชนิดนี้ในผิวหนังของสุนัขปกติไดแต่ คาดว่าน่าจะเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดต่ำลง จนทําใหไรชนิดนี้มีผลหรือ ก่อให้เกิดปัญหาต่อผิวหนัง

โรคขี้เรื้อนแห้ง สาเหตุเกิดจากไรขี้เรื้อนที่มีชื่อว่า Sarcoptes โรคผิวหนัง ชนิดนี้จะติดต่อสูสุนัขที่เลี้ยงรวมกัน และสามารถทําใหคนที่สัมผัส เกิดอาการแพ หรือเป็นผื่นคันที่ผิวหนังได

โรคผิวหนังที่เกิดจากไรในหู โดยไรที่ก่อใหเกิดโรคคือ ไรชื่อ otodectes ตัว ไรจะอาศัยอยูในช่องหู สุนัขที่มีปัญหาจะมีขี้หูสีดํา หรือสีน้ำตาลเข้ม สุนัขจะมี อาการเกาคัน และสะบัดหูบ่อยๆ หากเปนมากอาจทําใหผิวหนังบริเวณรองหู เกิด การอักเสบติดเชื้อหรือทําให้เกิดลักษณะของหูบวมเลือด (hematoma) บางรายอาจมี ปัญหาทางระบบประสาท คือ ชัก ตากระตุก เดินหัวเอียงหรือเดินเวียนเปนวง โรค ผิวหนังชนิดนี้พบในแมวไดเช่น กัน

โรคผิวหนังที่พบบ่อย และส่วนใหญสามารถติดสูคนได เป็นโรคที่เจ้าของ จะต้องระมัดระวัง และใหความสําคัญเป็นพิเศษ ไดแก โรคผิวหนังที่มีสาเหตุจากเชื้อรา โรคนี้สามารถติดสูสัตว และคนที่มีรางกาย ออนแอ และไปสัมผัสโดนเชื้อ ผิวหนังสุนัขที่เปนจะพบขนรวงเปนวง มีอาการคัน ไมมากนัก เราไมสามารถแยกชนิดของเชื้อราไดดวยตาเปลา แตเราสามารถแยกได โดยการเพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อ และสองตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน

โรคผิวหนังที่พบบ่อยแต่เป็นปัญหาเฉพาะตัวของสัตวเลี้ยงก็เป็นอีกโรคที่ พบมาก โรคในกลุ่มนี้ต้องใชการรักษาระยะยาว หรือบางโรคอาจจะต้องไดรับการ รักษาตลอดชีวิต

1. โรคผิวหนังที่มีสาเหตุมาจากภูมิแพ (atopy) โดยรางกายของสุนัขจะมี ปฏิกิริยาตอบสนองตอสิ่งที่สัมผัสหรือสิ่งที่แพไวเปนพิเศษ เปนโรคที่เกี่ยวของกับ พันธุกรรม และรักษาไมหายขาด การรักษาโดยมากจะเปนการรักษาตามอาการ และควบคุมการคันไปตลอดชีวิตของสุนัข แตหากเราทราบสาเหตุของการแพ และ หลีกเลี่ยงสภาพที่กอใหเกิดการแพ สุนัขของเราก็สามารถหาย และไมตองกินยา ตลอดชีวิตได สาเหตุของการแพที่พบบอย เชน แพไรฝุน แพละอองเกสรดอกไม

2. โรคผิวหนังที่มีสาเหตุจากเชื้อยีสต โดยเฉพาะสุนัขที่ผิวหนังอับชื้น หรือ มีรอยพับของผิวหนังมาก หากมีการอักเสบติเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยก็จะยิ่งทําให สุนัขมีอาการคัน และมีกลิ่นตัวแรง ในสุนัขปกติก็สามารถพบยีสตชนิดนี้ไดที่ ผิวหนัง แตยีสตดังกลาวจะเพิ่มจํานวนจนทําใหเกิดโรคไดในบางกรณี เชน ใน สุนัขเป็นโรคผิวหนังภูมิแพชนิด atopy อยูแล้ว

3. โรคผิวหนังที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมน เป็นโรคที่ไมค่อยก่อใหเกิดความ รําคาญแกเจ้าของมากนักหากไมมีการติดเชื้อแทรกซอน เพราะอาการเดนของโรค คือ ขนร่วงแตไมมีอาการคัน ฮอร์โมนที่มีความสําคัญตอผิวหนังไดแกฮอรโมน เพศ (Sex hormone), ฮอรโมนไธรอยด (Thyroid hormone), ฮอรโมนที่เกี่ยวกับการ เจริญเติบโต (Growth hormone)

4. โรคที่ผิวหนังที่เกิดจากการขาดสารอาหาร โดยอาจจะเกิดจากการขาด ความเขาใจของเจาของโดยใหอาหารที่มีคุณประโยชนไมเพียงพอ เปนระยะเวลา นาน หรืออาจจะเปนเพราะสุนัขเลือกกินแตอาหารที่ชอบ หรือบางครั้งอาจกินแตขนมทําใหไมยอมกินอาหาร สภาวะที่สุนัขขาดสารอาหารทําใหเกิดปญหาตอ ผิวหนัง และขนของสุนัขได

5. โรคผิวหนังที่เกิดจาก Autoimmune (ระบบภูมิคุhมกันทําลายผิวหนัง) เปHนโรคที่พบไดไมบอยนัก แตเปนโรคที่คอนขางรายแรง และสงผลตออวัยวะ หลายระบบของสุนัข การจะแยกกวาโรคผิวหนังชนิดนี้มีสาเหตุจากอะไร อาจจะ ตองทําการตัดชิ้นเนื้อบริเวณรอยโรคเทียบกับชิ้นเนื้อปกติเพื่อสงตรวจทางพยาธิ วิทยา ความรุนแรง และการรักษาจะขึ้นอยูกับชนิดของโรค

6. เนื้องอก โดยเนื้องอกจะมีทั้งเนื้องอกธรรมดา และเนื้องอกชนิดที่เปน เนื้อราย เนื้องอกธรรมดา อาจจะกอใหเกิดความรําคาญแกตัวสุนัข และจะมีปญหา มากหากสุนัขเกาหรือพยายามกัดจนเกิดเปนแผล และมีการติดเชื้อแทรกซอน เนื้อ งอกบางชนิดสามารถพัฒนาเปนเนื้อรายได สวนเนื้องอกชนิดที่เปนเนื้อรายจะขยาย ขนาดอยางรวดเร็วบางชนิดอาจจะขยายจนผิวหนังแตกเปนแผล การรักษาจะตอง ทําโดยการผาตัดเอากอนเนื้องอกออก และพิสูจนชิ้นเนื้อ เพื่อปองกันการกลับมา เปนอีก แตหากกอนเนื้อมีขนาดใหญจนไมสามารถเอาออกได การทราบชนิดของ กอนเนื้อก็จะทําใหสัตวแพทยสามารถเลือกใชเคมีบําบัด เพื่อทําใหขนาดกอนเนื้อ เล็กลงจนสามารถผาตัดเอาออกได

จะเห็นไดวาโรคผิวหนังของสุนัขมีอยูหลายชนิดจริงๆ และแตละชนิดมี แนวทางการรักษา และระยะเวลาในการรักษาที่แตกตางกัน ดังนั้นหากสุนัขของเรา เริ่มมีปญหา เจาของควรจะรีบพาไปพบสัตวแพทยเพื่อทําการตรวจวินิจฉัยหา สาเหตุที่แทจริง และรีบทําการรักษาแตเนิ่นๆ สุนัขของเราก็จะมีสภาพผิว และขนที่ ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตอไปอีกนาน

 

http://www.vet2bung.com/home/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=5&lang=

edit @ 10 May 2009 02:06:10 by lla'uXวาu