หมัด...น่ารู้

posted on 21 May 2009 11:39 by why-not

หมัด

            หมัดระยะตัวเต็มวัยมักเป็น temporary parasite การดูดเลือดทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง คัน หรือ โลหิตจาง นอกจากนี้หมัดยังเป็น vector ของแบคทีเรีย สัตว์เซลล์เดียว ไวรัสและพยาธิตัวตืดบางชนิด ตัวอ่อนของหมัดไม่เป็นปรสิตแต่จะกิน organic debris ที่เป็นโปรตีนเช่น ผม ขน หรือเลือดแห้งๆในอุจจาระของหมัดตัวเต็มวัย ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-11 วัน ตัวกลางวัยรูปร่างคล้ายตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ภายใน silken cocoon ทนทานในสิ่งแวดล้อมใช้เวลาประมาณ 8-13 วันตัวเต็มวัยดูดเลือดทั้งเพศผู้และเพศเมีย สามารถดูดเลือดข้าม host ได้ อาจมีอายุได้นานกว่า 6 เดือน เมื่อหมัดดูดเลือดก็มักผสมพันธุ์และวางไข่ใน 24-48 ชั่วโมง อาจวางไข่ได้ถึง 40-50 ฟองต่อวัน วงจรชีวิตประมาณ 30-75 วัน 

อันตรายจากหมัด

·       การดูดเลือดทำให้เกิดโลหิตจาง ขาดธาตุเหล็กจนถึงตายได้โดยเฉพาะในสัตว์อายุน้อย

·       การดูดเลือดทำให้เกิดการอักเสบและคันทำให้ host กัดและเกาตัวเองจนเกิดแผลขึ้นเรียกว่า flea allergy dermatitis

·       น้ำลายหมัดมีสารกันเลือดแข็งตัว ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนตัว กระตุ้น type I,IV และ basophil hypersensitivity reactions

·       การดูดเลือดครั้งแรกของหมัดจะไม่เห็นอาการแพ้

 

 หมัดแมว (Ctenocephalides felis)

·       Host ได้แก่ แมว สุนัข หนู raccoon opossum

·       เพศเมียจะออกไข่บนตัว host หลังจากนั้นไข่จะตกลงสู่พื้นฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนประมาณ 8 วันมีการสร้าง cocoon ของ pupa โดยในระยะ pupa ใช้เวลา 5-8 วัน แล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัยอายุประมาณ 50 วัน

·       ทำให้เกิด dermatitis และโลหิตจาง

·       เป็นโฮสต์กึ่งกลางของ cysticercoid ของพยาธิตืด Dipylidium caninum ซึ่งพยาธิชนิดนี้พบได้ทั้งในแมว สุนัข และคน

 ·       นำเชื้อแบคทีเรีย Rickettsia felis ซึ่งหมัดตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ตัวอ่อนในไข่ (transovarial transmission)

·       นำเชื้อแบคทีเรีย Bartonella จากแมวสู่แมว 

หมัดหมา ( Ctenocephalides canis)

·       วงจรชีวิตคล้ายหมัดแมว

·       ทำให้เกิด hypersensitivity และ flea allergy dermatitis

·       เป็นโฮสต์กึ่งกลางของ cysticercoid ของพยาธิตืด Dipylidium caninum

 การควบคุมและกำจัดหมัด               

 Adulticide

·       Fipronil(Front line), imidacloprid, selamectin, permethrin ออกฤทธิ์ช้าแต่นาน·       Nitenpyram ออกฤทธิ์เร็วแต่สั้น

Insect growth regulator (IGR)

 ·       Methoprene,pyriproxyen  ฆ่าตัวอ่อนทำให้ตัวอ่อนไม่ลอกคราบ

Insect development inhibitor (IDI)

·       Lufenuron ฆ่าตัวอ่อนโดยยับยั้งการสร้าง chitin  

Faculty of Veterinary Science

Chulalongkorn University 

edit @ 21 May 2009 11:46:43 by lla'uXวาu

edit @ 21 May 2009 11:50:38 by lla'uXวาu

โรคผิวหนังสุนัข

การตรวจวินิจฉัยโรคผิวหนัง

เช่นเดียวกับหลักการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไป   กล่าวคือ   จะต้องจัดระดับประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญต่อไปนี้   คือ     การตรวจบันทึกประวัติ      การตรวจร่างกาย      Differential diagnosis      การตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อ Rule-in  Rule-out  ปัญหา      ได้ข้อวินิจฉัยอาจเพียงขั้นตอน  (Tentative diagnosis)  หรือโดยสรุปสุดท้าย (Definitive diagnosis)    แล้วจึงทำแผนการรักษาให้คำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์และพยากรณ์โรคต่อไป      ในแต่ละขั้นตอนดังกล่าว  สัตวแพทย์จะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติและพยายามให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ให้มากที่สุด

เพื่อมาประกอบการวินิจฉัยโรค 

  การตรวจร่างกาย          สัตวแพทย์จะต้องรู้จักสภาพปกติของผิวหนังทั้งการดูด้วยตาเปล่าและสภาพทางฮีลโต     เมื่อพิจารณาภาพของชั้นต่าง ๆ ที่ผิวหนังแล้ว จะเห็นได้ว่าส่วนของ Epidermis   จะค่อนข้างบางประกอบด้วยชั้นย่อยต่าง ๆ 5 ชั้น  โดยส่วนล่างสุดเรียกว่า  Stratum basale   ซึ่งจะมีการสร้างเซลใหม่เพิ่มจำนวนตลอดเวลา เคลื่อนตัวมาที่ผิวด้านนอกจนกลายเป็น  Stratum corneum  ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดและลอกหลุดออกไป โดยปกติอัตราการสร้างเซลใหม่และอัตราที่ลอกหลุดจะเป็นไปตามสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ถ้าเมื่อใดขาดความสมดุลย์ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ผิวหนังขึ้น  นอกจากนี้ตำแหน่งการเกิดโรคที่ชั้นลึกหรือตื้นของผิวหนังยังอาจช่วยบ่งชี้ความยากง่ายในการรักษาได้  วิการที่ผิวหนังของส