โรคและอาการป่วยของลูกสุนัข (ระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือน)
posted on 10 May 2009 01:05 by why-notโรคและอาการป่วยของลูกสุนัข (ระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือน)
โรคและอาการป่วยของลูกสุนัขในระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือนที่พบบ่อย สามารถแบ่งได้ ดังนี้:1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infectious diseases)
2. โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious disease)
1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infectious disease)
1.1 โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper)
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการรุนแรงมากในลูกสุนัขแรกเกิด แต่ก็สามารถพบโรคได้ทุกช่วงอายุ โดยอาการอาจแสดงเพียงการหายใจลำบากและอาการปอดบวม แล้วตายอย่างรวดเร็ว ในลูกสุนัขที่มีอายุมากขึ้น อาจมีอาการไข้ขึ้นสูงและลดต่ำสลับกันไป นอกจากนี้ยังมีอาการท้องเสีย มีน้ำมูกข้น มีขี้ตาแฉะ เริ่มแรกอาจมีอาการไอ ต่อมาเกิดปอดบวม เบื่ออาหาร ซึม และพบตุ่มหนองที่บริเวณหน้าท้อง ระยะต่อมาจะแสดงอาการทางประสาทให้เห็น
การติดต่อ :- ทางการหายใจ และโดยการสัมผัสกับสิ่งขับถ่าย เช่น การกินสิ่งที่ติดเชื้อ น้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา อุจจาระ และปัสสาวะ
การรักษา :- โรคนี้ไม่มีการรักษาโดยตรง แต่ควรป้องกันโดย
1. การเลี้ยงดูที่ถูกสุขลักษณะ และได้รับอาหารที่มีคุณค่า และการระวังการติดต่อจากตัวป่วย
2. ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตามโปรแกรมที่กำหนดโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดวัคซีนในแม่สุนัขโดยสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อการถ่ายทอดภูมิคุ้มกันโรคผ่านทางนมน้ำเหลืองได้
3. หากมีอาการที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์
1.2 โรคตับอักเสบติดต่อในสุนัข (Infectious Canine Hepatitis)
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โรคนี้เป็นได้กับสุนัขทุกอายุ แต่ลูกสุนัขที่เกิดใหม่จะตายได้ทันที โดยไม่แสดงอาการเฉพาะโรคให้เห็น โดยปกติอาการที่เจ้าของจะพบคือ ลูกสุนัขจะออกไปซุกตายซอกตามมุมแล้วร้องครวญครางจนกระทั่งตาย
ในช่วงหย่านมและลูกสุนัขรุ่น(Young adult) มักแสดงอาการแบบรุนแรงมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสจะทำลายผนังชั้นในของเส้นโลหิต ทำให้เกิดอาการเลือดออกทั่วไป จนอาจทำให้ถึงภาวะช็อคได้
อาการแรกของการป่วยจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร ซึม ต่อมาไข้ลดลงแล้วก็มีไข้อีก นอกจากนี้ยังมีอาการที่เด่นชัดคือ การถ่ายเป็นเลือด (ปริมาณเลือดที่ออกอาจเปลี่ยนแปลงได้) เยื่อเมือกต่างๆซีด มีจุดเลือดออกตามตัว เลือดจะแข็งตัวยาก ในลูกสุนัขจะแสดงอาการปวดท้อง อุจจาระมีเลือดปน น้ำตาไหล เยื่อตาอักเสบและมีตาขุ่น ในช่วงท้ายๆของโรค
การติดต่อ :- ส่วนใหญ่ติดต่อทางการกิน น้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระที่มีเชื้อ
การรักษา :- ไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ
การป้องกัน :-
1. ควรจะป้องกันโรคโดยการฉีดวัคซีน
2. การดูแลเอาใจใส่ลูกสุนัข ให้อาหารที่สะอาด
1.3 โรคลำไส้อักเสบ (Canine Viral Enteritis)
โรคลำไส้อักเสบเป็นติดต่อร้ายแรงของสุนัข เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีการระบาดอย่างกว้างขวางเมื่อปีพ.ศ.2521 ลักษณะจำเพาะของโรค คือ มีไข้ และแสดงอาการอาเจียนและท้องร่วงอย่างรุนแรงมาก
อาการ :- สุนัขจะแสดงอาการฉับพลัน มีอาการซึม เบื่ออาหาร อุจจาระเหลว แล้วท้องร่วงอย่างรุนแรง อาการท้องร่วงอาจเกิดภายหลังการอาเจียนหรือเกิดพร้อมกัน การถ่ายอุจจาระจะถ่ายพุ่งรุนแรง ลักษณะของอุจจาระเป็นน้ำหรือน้ำปนเลือด อุจจาระมีกลิ่นเหม็นรุนแรง สุนัขจะมีอาการขาดน้ำอย่างรวดเร็ว และอาจตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ในลูกสุนัขโดยเฉพาะในลูกสุนัขที่อายุต่ำกว่า 12 สัปดาห์จะทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้ตายได้ทันทีโดยไม่แสดงอาการของลำไส้อักเสบ
การติดต่อ :- สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส หรือการใกล้ชิดกับอุจจาระของสัตว์ที่ป่วย เพราะในอุจจาระจะมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนออกมาได้เป็นจำนวนมาก และเชื้อนี้จะยังมีความคงทนที่จะอยู่ในอุจจาระได้เป็นเวลานาน และสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานหลายเดือน
การรักษา :- เจ้าของควรพาสุนัขของท่านไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ตามโปรแกรมวัคซีนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุนัข ซึ่งมีผลถ่ายทอดภูมิคุ้มกันโรคมาทางน้ำนมเหลืองแรกคลอด และถ้าหากสุนัขตัวใดมีอาการของโรคดังกล่าว ควรที่จะรีบพาไปปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อรักการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องทำการฆ่าเชื้อบริเวณที่สุนัขอยู่ โดยใช้ความร้อนที่สูงกว่า 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 15 นาที หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เหมาะสม
2. โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious disease)
2.1 โรคกระดูกอ่อน (Rickets)
เป็นโรคที่เกิดจากการขาดแคลนธาตุแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส หรือมีระดับของแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส และวิตามินดีที่ไม่สมดุล หรือลดลงจากปกติ อันมีสาเหตุมาจากอาหาร หรือการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเอาแร่ธาตุที่ได้รับไปใช้ได้
อาการ :- จะมีการบิดโค้งของกระดูก เนื่องจากสารประกอบในกระดูกไม่เกิดการแข็งตัว ความแข็งแรงของกระดูกลดลงบิดโค้งออก โดยเฉพาะกระดูกขาหน้าส่วนปลาย ที่จะโค้งงอออกทางด้านข้างที่บริเวณข้อศอก และบิดเข้าด้านในบริเวณข้อเท้าขาหน้า
การป้องกัน :- ลูกสุนัขกำลังเจริญเติบโต มีความต้องการแคลเซี่ยม และฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าสุนัขโตเต็มที่ถึง 2 เท่า โดยปกติสุนัขที่โตเต็มที่ต้องการแคลเซี่ยม 120 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 ปอนด์/วัน สุนัขโตเต็มที่ต้องการฟอสฟอรัส 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 ปอนด์/วัน ร่วมกับการให้วิตามินดีขนาด 5 - 10 I.U./น้ำหนักตัว 1 ปอนด์ เพื่อช่วยให้การดูดซึมและการใช้แคลเซี่ยมดีขึ้น
2.2 Hypertrophic Osteodystrophy
เป็นโรคกระดูกที่พบมากในลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต มีอายุระหว่าง 4 - 8 เดือน โดยเฉพาะลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขจะมีการบวมที่ส่วนปลายของกระดูก (Distal metaphyses of longbone) คลำดูจะพบว่าอุ่นและเจ็บปวดมาก จนทำให้สุนัขไม่อยากเคลื่อนไหว และพบว่ามีอาการไข้สูงเป็นครั้งคราว กระบวนการของโรคมักเกิดเป็นเวลานานและรุนแรง โรคจะทุเลาลง เมื่อลูกสุนัขโตเต็มที่ แต่ลักษณะความผิดปกติของกระดูกจะยังคงอยู่ต่อไป
2.3 โรคสะโพกลีบ (Hip Dysplasia)
เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเกิดได้ในสุนัขพันธุ์ต่างๆได้แทบทุกพันธุ์ และพบมากในพันธุ์ Labrador retriever , Rottweiler , German shepherd , Boxer โดยเกิดได้ทั้งสองเพศ
อาการ :- อาการที่ปรากฎในลูกสุนัข หรือสุนัขรุ่นที่เป็นโรคสะโพกลียอย่างอ่อนจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน การเติบโตอย่างรวดเร็ว ความอ้วน และการออกกำลังกายอย่างมากๆ จะทำให้แสดงอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สุนัขที่เป็นจะเดินลำบาก เดินกระเผลก (Lameness) ข้อแข็งตึง (Stiffness) และมีความเจ็บปวด มักพบในช่วงอายุ 6 - 12 เดือน บางตัวจะแสดงอาการเดินปัดของส่วนท้ายของลำตัว และอาจไม่มีความเจ็บปวดในระยะแรก
การรักษา :-
1. ห้ามออกกำลังกายมาก
2. ห้ามเดินบนพื้นที่ลื่น
3. ให้ยาลดการอักเสบ และยาลดความเจ็บปวด
4. ให้อาหารทีมีคุณค่า และไม่ทำให้สุนัขอ้วนจนเกินไป
5. ในรายที่เป็นรุนแรงมาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการผ่าตัดแก้ไข

#1 By ขวัญจิรา (125.25.6.172) on 2010-07-04 18:16