โรคที่เกิดได้กับลูกสุนัขและสุนัขโต

1. โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ติดต่อถึงคนได้เนื่องจากการถูกสุนัขเป็นโรคกัด และจากแมงที่เป็นโรค
สาเหตุ :- เกิดจากเชื้อไวรัส มีระยะฟักตัวของโรคหลังจากได้รับเชื้อโรค 3 - 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบาดแผลที่ถูกสัตว์เป็นโรคกัด อยู่ใกล้สมองมากน้อยเพียงไร เมื่อคนหรือสัตว์ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันเวลา จนกระทั่งแสดงอาการเป็นโรคขึ้น จะไม่มีทางรักษา คนหรือสัตว์ที่แสดงอาการเป็นโรคจะตายภายใน 5 - 15 วันหลังจากแสดงอาการ
การติดต่อ :-
เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำลายของสัตว์ป่วย ดังนั้นการติดโรคจึงเป็นไปได้ 3 ทาง คือ
1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด
2. น้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค เข้าทางบาดแผล หรือสัมผัสกับเยื่อเมือก เช่น นัยน์ตา จมูก ปาก
3. ทางการหายใจ
อาการ 2 ชนิด ดังนี้
1. ชนิดดุร้าย
2.ชนิดซึม
* ถ้าท่านถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด
1. รีบทำความสะอาดบาดแผล โดยใช้สบู่ และน้ำเช็ดที่แผล ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วใส่ยาสำหรับรักษาแผลสด
2. ติดตามดูอาการ หรือกักขังสุนัขไว้ดูอาการอย่างน้อย 10 วัน ถ้ากักขังไม่ได้ให้กำจัดเสีย แล้วนำอวัยวะส่วนหัว ส่งตรวจเนื้อสมองต่อไป
3. ถ้าสุนัขตายในระยะดูอาการให้รีบตัดอวัยวะส่วนหัว และนำส่งตรวจเนื้อสมองโดยด่วน
4. ปรึกษาแพทย์ หรือสัตวแพทย์ทันที
*สถานที่ที่สามารถส่งตรวจเนื้อสมองได้
1. กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท
2. สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ถนนพระราม 4
3. ศูนย์วิจัยแพทย์ทหาร ถนนโยธี
4. สถาบันวิจัยไวรัส กรมวิทยาศาสตร์ สะพานดำ
การป้องกัน :-
1. นำสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีนป้องกัน ตามคำแนะนำของสัตวแพทย ์
2. ถ้าสงสัยว่า สัตว์เลี้ยงเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขัง หรือล่ามโซ่ไว้ เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน
3. ระวังอย่าให้สัตว์เลี้ยงกัด และระวังน้ำลายของสัตว์เลี้ยงไม่ให้ถูกบากแผล หรือสัมผัสกับเยื่อเมือก

2. โรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)
โรคนี้เกิดเนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นได้กับสุนัขทุกอายุ โรคนี้สามารถติดต่อถึงคนได ้
อาการ :- สุนัขจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อภายใน 5 - 15 วัน จะมีไข้สูง ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน มีอาการหายใจติดขัด และกระหายน้ำ มีอาการตัวเหลือง ขาหลังมีอาการสั่นแข็งเกร็ง ไม่ยอมลุกเดิน เยื่อบุช่องปากอาจมีจุดเลือดออก หรือมีการลอกหลุด สัตว์ป่วยจะตายภายใน 5 - 10 วันหลังแสดงอาการ
ควบคุมและป้องกัน :- อย่าให้สุนัขของท่านคลุกคลีกับสัตว์ป่วย และควรนำสุนัขของท่านไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีส

3.โรคพยาธิหัวใจ
สาเหตุ :- เกิดจากพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง ในระยะโตเต็มที่จะอาศัยอยู่ในหัวใจของสุนัข พยาธิตัวผู้และตัวเมียจะผสมพันธุ์กัน พยาธิตัวเมียจะอกลูกเป็นตัวอ่อนอยู่ในกระแสโลหิต มียุงเป็นพาหะ หรือเป็นตัวนำทำให้สุนัขตัวอื่นเป็นพยาธิหัวใจด้วย โดยการที่ยุงจะดูดเลือดจากสุนัขที่มีพยาธิ พยาธิตัวอ่อนจะถูกดูดปนไปกับโลหิต เมื่อยุงตัวนั้นไปดูดเลือดสุนัขตัวอื่น ก็ปล่อยพยาธิตัวอ่อนเข้ากระแสโลหิตของสุนัขตัวใหม่
อาการ :- ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามตัว ท้องมาน ปอดบวม อัมพาต หรือชักได้
วิธีป้องกัน :- ป้องกันไม่ให้ยุงกัดสุนัขของท่าน หรืออาจใช้ยาเพื่อป้องกันได้
วิธีรักษา :- ควรทำการปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา

4. โรคพยาธิ
สาเหตุ :- เกิดจากพยาธิซึ่งอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร
อาการ :- ในลูกสุนัขจะรุนแรงกว่าสุนัขโต เช่น พยาธิอาจอุดตันลำไส้ พยาธิในระยะตัวอ่อนอาจไปอยู่ที่ท่อน้ำดี และต่อมาทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน เกิดอาการดีซ่านได้ หรืออาจทำให้ชัก แต่โดยทั่วไป พยาธิไส้เดือนจะไปแย่งอาหารในลำไส้ ทำให้สุนัขผอมแห้ง เป็นโรคขาดสารอาหาร โลหิตจาง ท้องเสีย
วิธีรักษา :- ถ่ายพยาธิ เมื่อลูกสุนัขอายุ 2 สัปดาห์ ถ่ายครั้งที่ 2 เมื่อลูกสุนัข อายุ 1 เดือน และถ่ายครั้งที่ 3 เมื่อลูกสุนัขอายุ 3 เดือน

5.โรคขี้เรื้อนขุมขนของสุนัข (Demodecosis)
เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อขี้เรื้อนขุมขน ซึ่งการเกิดโรคจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ และมักเกิดรุนแรงในภาวะที่ภูมิคุ้มกันถูกกดลง

 สาเหตุ :- จากปรสิตชนิดหนึ่ง ชื่อ Demodex canis ซึ่งอยู่ในรูขุมขน พบได้ในสุนัขทุกตัว แต่ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงจะแสดงอาการของโรคขึ้นมาได้
อาการ :- แบ่งได้ 2 แบบ คือ
1. โรคขี้เรื้อนขุมขนเฉพาะที่ ซึ่งพบเป็นหย่อมขนร่วงสีออกชมพูอ่อน อาจมีรังแคละเอียดสีเงินปกคลุมอยู่ ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ ใบหน้า โดยเฉพาะรอบตา มุมปาก และแก้ม บริเวณอื่นๆ เช่น ขาหน้า ใกล้ข้อศอก โดยมักไม่พบตามลำตัวหรือขาหลัง อาจเกิดการคันหรือไม่ก็ได้ มักพบในลูกสุนัขอายุระหว่าง3 - 6เดือน
2. โรคขี้เรื้อนขุมขนทั่วตัว มักเกิดโรคแบบเฉพาะที่ก่อน แล้วขยายไปทั่วส่วนต่างๆทั่วตัว ซึ่งจะทำให้รูขุมขนอักเสบ สังเกตเห็นการอักเสบแดง และถ้าติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะพบหนองและผิวหนังเห่อบวม มีน้ำเหลือง เลือด และหนองแฉะเยิ้ม มีกลิ่นเหม็น พบมากบริเวณส่วนหัวและคอ
การรักษา :- ซึ่งการรักษาโรคนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าของเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อสุนัขเป็นแล้ว เจ้าของมักรังเกียจ เพราะเป็นโรคที่รักษาหายลำบาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงถ้าหากเป็นมาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์

Comment

Comment:

Tweet

#2 By หว้า (182.93.132.195) on 2010-06-30 15:31

#1 By (182.93.132.195) on 2010-06-30 15:29