โรคผิวหนังสุนัข

การตรวจวินิจฉัยโรคผิวหนัง

เช่นเดียวกับหลักการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไป   กล่าวคือ   จะต้องจัดระดับประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญต่อไปนี้   คือ     การตรวจบันทึกประวัติ      การตรวจร่างกาย      Differential diagnosis      การตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อ Rule-in  Rule-out  ปัญหา      ได้ข้อวินิจฉัยอาจเพียงขั้นตอน  (Tentative diagnosis)  หรือโดยสรุปสุดท้าย (Definitive diagnosis)    แล้วจึงทำแผนการรักษาให้คำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์และพยากรณ์โรคต่อไป      ในแต่ละขั้นตอนดังกล่าว  สัตวแพทย์จะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติและพยายามให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ให้มากที่สุด

เพื่อมาประกอบการวินิจฉัยโรค 

  การตรวจร่างกาย          สัตวแพทย์จะต้องรู้จักสภาพปกติของผิวหนังทั้งการดูด้วยตาเปล่าและสภาพทางฮีลโต     เมื่อพิจารณาภาพของชั้นต่าง ๆ ที่ผิวหนังแล้ว จะเห็นได้ว่าส่วนของ Epidermis   จะค่อนข้างบางประกอบด้วยชั้นย่อยต่าง ๆ 5 ชั้น  โดยส่วนล่างสุดเรียกว่า  Stratum basale   ซึ่งจะมีการสร้างเซลใหม่เพิ่มจำนวนตลอดเวลา เคลื่อนตัวมาที่ผิวด้านนอกจนกลายเป็น  Stratum corneum  ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดและลอกหลุดออกไป โดยปกติอัตราการสร้างเซลใหม่และอัตราที่ลอกหลุดจะเป็นไปตามสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ถ้าเมื่อใดขาดความสมดุลย์ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ผิวหนังขึ้น  นอกจากนี้ตำแหน่งการเกิดโรคที่ชั้นลึกหรือตื้นของผิวหนังยังอาจช่วยบ่งชี้ความยากง่ายในการรักษาได้  วิการที่ผิวหนังของสุนัขที่เป็นโรคมีหลายแบบโดยมีชื่อเรียกเฉพาะเพื่อเข้าใจง่าย อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์จะต้องแยกให้ออกว่า     วิการที่ตรวจพบนั้นเป็น  Primary  หรือ  Secondary lesion     Primary lesion  เป็นวิการที่เป็นสาเหตุเดิมของโรค เช่น Macule หรือ Patch  คือการที่สีของผิวหนังเปลี่ยนไป มักเกี่ยวข้องกับโรคเกี่ยวกับฮอร์โมน หรือมีเม็ดสีมากหรือน้อย เกินไป   Papule   หรือ Plaque    คือการมี  inflammatory cell      เข้าไปแทรกมักเกิดจากโรคเกี่ยวกับปรสิต เช่น Demodicosis  หรือ Sarcoptic mange  Vesicle หรือ Bulla  คือวิการที่มีลักษณะผิวหนังพองมีของเหลวสีฟางข้าวภายใน มักเกี่ยวข้องกับโรคเกี่ยวกับไวรัส Autoimmune disease  หรือระคายเคืองเรื้อรัง   ส่วน Pustule จะคล้าย   Vesicle   แต่น้ำภายในมีลักษณะเป็นหนอง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อแบคทีเรีย     Secondary lesion  คือวิการที่มีการเปลี่ยนสภาพไปแล้ว เช่น Scale Crust    Ulcer  Excoriation  Lichenification  Hyperpigmentation  Hyperkeratosis  ฯลฯ

เวชภัณฑ์ที่มักใช้รักษาโรคผิวหนัง

  ไอเวอร์เมคติน    ให้ผลดีในการรักษาขี้เรื้อน  Sarcoptes  และไรในช่องหู  Otodectesส่วนการรักษาขี้เรื้อน    Demodex   โดยวิธีการฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้งนาน 6 สัปดาห์ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลเพียงพอ  แต่การให้กินขนาด 600 ไมโครกรัม/กก.   ทุกวันนาน 6 สัปดาห์สามารถรักษา

ขี้เรื้อน  Demodex  ได้  อย่างไรก็ตามยานี้ให้ผลในการขจัดพยาธิตัวกลมหลายชนิดและเห็บ  ซึ่งจะช่วยให้สภาพของสุนัขดีขึ้น แต่ให้ผลน้อยในการขจัดหมัด ห้ามใช้กับสุนัขพันธุ์คอลลี่รวมทั้ง Old English Sheepdog  สำหรับขนาด 6 ไมโครกรัม/กก. ใช้ป้องกันพยาธิหัวใจในสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป โดยให้กินทุก 1 เดือน แต่ถ้าให้กินในขนาด 50 ไมโครกรัม/กก.  ป้องกันได้ 2 เดือน ระวังการฉีดขนาด 200 ไมโครกรัม/กก.  ในสุนัขที่มี Microfilaria  จำนวนมากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และพึงระลึกเสมอว่าผู้ผลิตไม่ได้แนะนำให้ใช้ยานี้สำหรับฉีดกับสุนัข

            อะมิทราส  (Amitraz)   มีขายในท้องตลาดในชื่อการค้าต่าง ๆ ในความเข้มข้น  12.5% และ 19.9%  ได้ผลในการรักษาดีโมเดกซ์  โดยใช้ 250-1000  พีพีเอ็ม   เช็ดผิวหนังทุก 1-2 สัปดาห์ นาน 6-8 สัปดาห์  ขนาดเข้มข้น  12.5%   1 ส่วนผสมน้ำ 250 ส่วน จะให้ความเข้มข้น 500 พีพีเอ็ม

แต่ถ้าใช้ขนาด  19.9%   จะต้องละลาย 1: 400    ยานี้ให้ผลดีในการขจัดเห็บ แต่สำหรับหมัดได้ผลน้อย   หลังจากชะโลมตัวแล้วควรเช็ดยาที่เปียกโชกที่ขนให้แห้ง   ถ้าสัตว์แพ้ยาไม่มียาแก้ที่ให้ผลโดยตรง ยานี้ให้ผลดีในการรักษาขี้เรื้อนซาคอพติค

             ยาขจัดเชื้อรา        ยาขจัดเชื้อรามีหลายรูปแบบ อาจเป็นแบบครีมทาเฉพาะแห่ง เช่น

คีโตโคนาโซลครีม  ไมโคนาโซลครีม  คลอไตรมาโซลครีม  แบบชมพูสระอาจใช้คีโตโคนาโซลแชมพูหรือชนิดชะโลม เช่น Lime sulfur  หรืออาจในรูปกินนิยมคีโตโคนาโซล และกรีสโซฟุลวิน แต่กรีสโซฟุลวินไม่ค่อยให้ผลในการขจัด  Malassezia  หรือให้กิน  Lufenuron

            ยาขจัดแบคทีเรีย        ประมาณ 90%  ของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังสุนัขเกิดจาก

Staphylococcus intermedius  ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สร้างเอ็นไซม์เพนนิซิลินเนส  ดังนั้นการเลือกยาปฏิชีวนะมารักษาโรคผิวหนังที่ติดเชื้อแบคทีเรียจึงต้องเลือกที่ทนทานต่อเอนไซม์นี้       ซึ่งได้แก่

อ๊อกซาซิลลิน  อีริโธรมัยซิน  เซฟาเลกซิน  เซฟาดร๊อกซิน  ลินโคมัยซิน  ไตรเมทโธพริมซัลฟา

แอมม๊อกซีซิลลินคลาวูลาเนท  เอนโรฟลอกซาซิน  คลินดามัยซิน  ส่วนจะเลือกใช้ยาตัวใดขึ้นต่อความเหมาะสมและพิจารณญาณของสัตวแพทย์   ส่วนยาอื่น เช่น เพนนิซิลลิน  แอมม๊อกซีซิลลิน

แอมพิซิลลิน  ไม่ได้ผลในการรักษา

            ยาลดอาการคัน  หลักในการรักษาโรคผิวหนังส่วนหนึ่งคือการใช้ยาช่วยลดอาการคัน ซึ่งมี 3 กลุ่มที่ให้ผลในการลดอาการคัน ได้แก่ กลุ่มสเตียรอยด์ ที่นิยมได้แก่ เพรดนิโซโลน แต่ต้องระวังผลข้างเคียง เช่น กดภูมิหรือทำให้บวมน้ำ ซึ่งสุนัขแต่ละตัวจะตอบสนองแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์อาจหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้โดยให้   0.5 มก./กก.  ทุกวัน นาน 10 วัน แล้วเพิ่มยาเป็น 1 มก./กก.     วันเว้นวันนาน 10 วัน   แล้วลดยาลงเป็น 0.5 มก./กก.    วันเว้นวันนาน 10 วัน

แล้วให้ปรับขนาดยาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะควบคุมอาการคันได้       ยาในกลุ่มที่ 2 ได้แก่ยาในกลุ่ม

แอนติฮีสตามีน  ที่นิยมได้แก่ Hydroxyzine  Astemisole  Clemastine  Diphenhydramine  ซึ่งสุนัข

แต่ละตัวจะตอบสนองต่อยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ส่วนกลุ่มที่ 3 ได้แก่ กรดไขมันพวกโอเมก้า 3

และโอเมก้า 6            อย่างไรก็ตามสุนัขแต่ละตัวจะตอบสนองต่อยาในแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน ดังนี้สัตวแพทย์ต้องพิจารณาเลือกใช้ยาเป็นกรณี ๆ ไปหรืออาจต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด ในการควบคุมอาการคันก็ได้

            ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน   โรคผิวหนังบางชนิดรักษาหายขาดยาก ทั้งนี้เพราะภูมิต้านทานของร่างกายไม่ดีพอ    บางคนแนะนำให้ใช้แบคเทอริน เช่น  Staphoid-AB®     Staphage Lysate®

ช่วยในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมกับยาปฏิชีวนะ  รวมทั้งเลวาไมโซล  ไธอาเบนดาโซล  และไซเมทิดีน

            ยากดภูมิคุ้มกัน       โรคผิวหนังบางชนิด เช่น Autoimmune skin diseases  แบบต่าง ๆ เกิดจากร่างกายมีแอนติบอดีมากเกินไป ทำให้เกิดอาการแบบต่าง ๆ ที่ผิวหนัง  กรณีแบบนี้เราต้องใช้ยากดภูมิในการรักษา ที่นิยมได้แก่  สเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน  Azathioprine  Chlorambucil   Aurothioglucose  (Gold therapy)

            แชมพูสำหรับโรคผิวหนัง           แชมพูยานี้ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังสุนัข มักมีคุณสมบัติ 4-5 ประการสำคัญคือ   Keraoplastic    Keratolytic    Degreasing    Antimicrobial activity   Antipruritic  สำหรับตัวยาที่เป็นส่วนสำคัญในแชมพูสำหรับโรคผิวหนังมักเป็นตัวใดตัวหนึ่งหรือร่วมกันไปนี้   คือ   Ethyl lactate   Benzoyl peroxide    Tar    Sulfur    Salicylic acid   Selenium sulfide   หรือ Selenium disulfide  ซึ่งตัวยาแต่ละตัวที่กล่าวมานี้มักมีคุณสมบัติข้างต้นแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง เช่น บางตัวมีคุณสมบัติ  Degreasing  สูงก็ควรเลือกใช้กับสุนัขที่มีไขมันที่ผิวหนังมาก แต่ไม่ควรใช้กับสุนัขที่ผิวแห้งเป็นต้น ซึ่งสัตวแพทย์จะต้องใช้พิจารณญาณ

ให้เหมาะสมเป็นกรณีไป


จากหนังสือโรคผิวหนังสุนัขที่สำคัญและวิธีจัดการในคลินิก โดย ณรงค์  กิจพาณิชย์

Comment

Comment:

Tweet

#4 By (180.183.115.97) on 2010-03-07 10:07

#3 By (61.7.182.68) on 2010-02-05 15:11

#2 By (61.7.182.68) on 2010-02-05 15:11

ยารักษาขี้เรื้อนสุนัข ทุกพันธุ์ ทั้งขี้เรื้อนชนิดแห้งและขี้เรื้อนชนิดเปียก หายภายใน 1 ขวด รับประกันความพอใจ ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน
สนใจติดต่อแวะชมได้ที่ www.keelearn.com

#1 By keelearn (125.26.12.91) on 2009-08-10 13:40